บทความทางวิชากู ศิลปินนักการละคร สังคมการละคร โดย พิเชษฐ กลั่นชื่น

บทความทางวิชากู ศิลปินนักการละคร สังคมการละคร โดย พิเชษฐ กลั่นชื่น

อยากให้ทุกท่านอ่านให้จบนะครับ สิ่งที่เขียนไม่ได้มีอคติกับใครหรือจะว่าใครแต่สิ่งที่เขียนต่อจากนี้คือความจริงที่เกิดขึ้นจริง คนที่ทำละครพยายามที่จะอยู่รอดให้ได้ด้วยตัวเอง ทุกคนพยายามหาหนทางวิถีทางที่จะทำให้ตัวเองดำรงอยู่ให้ได้กับอาชีพนี้ (คนทำละครที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ หรืออาจารย์ เพราะเขาเหล่านั้นไม่มีเงินเดือนเลี้ยงชีพทุกเดือน)

ในช่วงแรกเราพยายามฝากความหวังไว้กับรัฐบาล (หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับศิลป) เพราะเราคิดว่านี่คือหน่วยงานที่จะให้ความช่วยเหลือ สุดท้ายคนทำงานทั้งหมดก็ถอดใจที่จะแบกหน้าไปขอความช่วยเหลือเพราะเราไม่เคยได้อะไรในสิ่งที่ควรจะได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพูดถึงการสร้างงานแบบร่วมสมัย หรืองานที่เราต้องการจะทำ ในส่วนของการสนับสนุนจากเอกชนก็เป็นเรื่องที่ลำบากมากเพราะหลักการของเอกชนคือผลกำไรและจำนวนผู้ชม และ ภาพลักษณ์ของสินค้า (ถูกต้องแล้ว) ประเทศไทยไม่มีสังคมทางด้านศิลปการแสดง เราไม่รู้ว่าศิลปการแสดงที่ทำเป็นอาชีพได้นั้นเขาทำอะไรกัน เขาสร้างอะไร และเพื่ออะไร ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเราจะเห็นว่างานทางด้านการแสดงจะถูกสร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลหลักดังต่อไปนี้

1 ละครจากสถาบันการศึกษาที่ทำร่วมกันระหว่าง อาจารย์และนักศึกษา (ตามนโยบาย....)

2 ละครที่เกิดขึ้นเมื่อครบรอบหรือเฉลิมฉลองอะไรบางอย่าง (ตามนโยบาย....)

3 ละครที่สร้างขึ้นมาโดยรัฐบาลมีคำสัง (ตามนโยบาย....)

4 ละครเพื่อการศึกษาหรือการรณรงค์ (ตามนโยบาย....)

5 ละครจากหน่วยงานเอกชนที่ลงทุนเพื่อผลกำไรที่มีดาราเป็นนักแสดงและคนจบทางด้านการแสดงเล่นเป็นตัวประกอบ

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะคำสั่งหรือหน้าที่ หรือระบบธุรกิจ เป็นการเอาละครมาทำให้อะไรบางอย่างสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่เพื่อการพัฒนาให้ศิลปการละครนั้นสมบูรณ์ หรือเพื่อสังคมศิลปะการละคร

ประมาณ 15 ปีหลังที่ผ่านมาเราเริ่มมีคนทำงานละครแบบอาชีพจริงจังมากขึ้น โดยยึดการสร้างงานละครให้เป็นอาชีพหลักให้ได้ แต่ด้วยเหตุผลในอดีตที่ผ่านมาทำให้ โครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับคนที่ทำงานละครแบบอาชีพจึงเป็นเรื่องยาก อะไรคือโครงสร้างพื้นฐาน โรงละคร ผู้ชม เงินสนับสนุน เรื่องที่จะนำมาแสดง

1 โรงละคร ทั้งหมดในประเทศไทย ขึ้นตรงอยู่กับ หน่วยงานรัฐบาล หรือหาวิทยาลัย ถ้าใครเคยทำละครมามากกว่าสิบปีจะรู้ว่าการขอใช้โรงละครของหน่วยงานเหล่านี้มัน ยาก มันแพง มันต้องมีอะไรเกี่ยวของกับเขา มากกว่าศิลปที่คนทำละครอยากทำ

2 ผู้ชม ผู้ชมที่ดูละครในสังคมไทย 85% ไปดูเพราะ 1 เป็นนักศึกษาในสถาบันนั้นหรือจบจากสถาบันนั้นมา 2 มีลูก มีเพื่อน มีอาจารย์ มีคนรู้จัก แสดงอยู่ หรือเป็นคนทำ 3 ถูกเกณฑ์ไปดู 4 ฟรี (เรามีผู้ชมจริงๆเพียง 15% และมีเพียง 10% ที่พร้อมจะเปิดใจดูงานแบบร่วมสมัยและพร้อมจะจ่ายเงินซื้อบัตร)

3 เงินสนับสนุน รัฐจะไม่ให้เงินสนับสนุน ถ้ารัฐควบคุมศิลปินคนนั้นไม่ได้หรือศิลปินคนนั้นไม่ใช่พวกหรือมีผลประโยชน์ รัฐจะให้เมื่อรัฐต้องการผลงาน รัฐไม่ได้มองประชาชน รัฐมองการอยู่รอดของตัวเองโดยใช้ศิลปและประชาชนเป็นข้ออ้างหรือตัวประกัน รัฐไม่เข้าใจว่างานศิลปแบบร่วมสมัยมันคืออนาคต รัฐต้องการอยู่กับอดีต เอกชน ต้องการภาพลักษณ์ ที่ดีกับสินค้า เอกชนต้องการผลกำไร เอกชนไม่ต้องการรออนาคต เอกชนต้องการเห็นผลแบบปัจจุบันทันด่วน จ่ายไปต้องได้มา

4 เรื่องที่จะแสดง ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าเรื่องที่นำมาใช้ในการแสดง มักจะเป็นวรรณกรรม แปลจากต่างประเทศที่เป็นที่รู้จัก วรรณกรรมไทยที่ได้รับความนิยม ประวัติศาสตร์ ประวัติบุคคลสำคัญ นิทาน งานเขียนที่ได้รับความนิยม แล้วก็วนไปวนมาทุกๆสามถึงห้าปีก็จะนำกลับมาเล่นอีกครั้ง เราจะเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมศิลปะการละครในสังคมไทยยังไม่ได้เอื้อต่อการอยู่รอดของศิลปินและการสร้างสรรค์งานศิลปะการแสดงจริงๆ

ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ได้โทษหรือกล่าวหาใครสังคมเราเป็นแบบนั้นจริงๆซึ่งถูกต้องแล้วที่มันต้องเป็นแบบนั้น เพราะเราไม่เคยทำมันออกมาเป็นอาชีพ สังคมเรากับการยึดอาชีพศิลปินนักการละครแบบทำงานเต็มเวลามันพึ่งจะเริ่มไม่นานมานี่เอง ความจริงมันจึงมีสองชุดความจริงคือความจริงของอดีตกับความจริงของปัจจุบันที่ทับซ้อนกันจนทำให้คนทำงาน ละคนที่กำลังเรียนสับสน และตั้งคำถาม ว่าอะไรคือความจริงกันแน่ มันจริงด้วยกันทั้งคู่ แต่คำตอบของอดีต ใช้ไม่ได้กับปัจจุบัน บางครั้งศิลปินก็เอาความจริงของอดีตมาคาดหวังกับปัจจุบัน

สิ่งที่เราต้องตอบให้ได้การสร้างงานศิลปการละครแบบร่วมสมัยวันนี้ปัจจุบันนี้ที่เรายึดเป็นอาชีพเราทำมันเพื่ออะไร ใครคือคนดู ใครจะให้เงิน และ จะสร้างให้เป็นสังคมและวัฒนธรรมการละครอาชีพได้อย่างไร (เพราะในอดีตที่ผ่านมาเขามีรูปแบบชัดเจนอยู่แล้วดั่งที่เขียนไว้ข้างต้น ) ผมจะยังไม่เขียนเรื่องเงินทุนจากต่างประเทศเพราะมันมีความเสียงสูงที่จะนำพาความฝันของคนที่มีศรัทธาในงานศิลปให้จบลงในช่วงเวลาหนึ่ง (คงต้องแยกเขียนอีกหัวข้อหนึ่ง)

เราจะโทษสิ่งรอบตัวและคนอื่นเสมอไปก็ไม่ได้ คนทำงานศิลปะการละครเองก็ต้องมองกลับมาที่งานที่ตัวเองทำด้วยว่าสิ่งที่ทำนั้นเราจริงจริงจังและทุ่มเทกับสิ่งทำอยู่อย่างเต็มที่แล้วหรือยัง เรามีเจตจำนงอันแน่วแน่ ว่าจะเดินบนหนทางที่ไม่มีคำตอบนี้ตลอดไป เราพัฒนาคุณภาพ ศักยภาพ ประสิทธิภาพ ของเรา ของงาน ของความคิดสร้างสรรค์ ให้สูงขึ้นและสูงขึ้นไปพร้อมกับการสร้างความมันใจให้กับสังคมผู้ชม และศิลปเพียงพอแล้วหรือยัง คำตอบที่เราควรจะต้องตอบให้กับสังคมตอนนี้คือ ศิลปการละครแบบร่วมสมัยมีไว้เพื่ออะไรในสังคมไทย และเราทำอะไรกันอยู่ แล้วทำไมเราจึงต้องทำอย่างที่เราทำกันอยู่ ถ้าเราตอบคำถามเหล่านี้ให้กับสังคมได้ผมคิดว่าเราจะมีคนที่มาสนับสนุนงานเพิ่มอีก เป็นล้านคน

พิเชษฐ กลั่นชื่น 5/2/60

ที่มา : Pichet Klunchun