นักออกแบบงานเศษเหล็ก ผู้มีลมหายใจเป็นปัญญา

นักออกแบบงานเศษเหล็ก ผู้มีลมหายใจเป็นปัญญา

‘อย่าติสต์ให้มันมาก ติสต์ได้แต่ต้องเอาตัวเองให้รอดด้วย’ เราเคยได้ยินประโยคนี้จากปากผู้ใหญ่หลายท่านซึ่งอาบน้ำร้อนผ่านความโชกโชนในถังสีและแปรงพู่กันมาก่อน ซึ่งเชื่อว่าใครที่อยู่ในแวดวงศิลปะ หรือทำงานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะเอง ก็คงเคยผ่านช่วงเวลาของ ‘ติสต์แดก’ มาบ้าง

changchui-blog-pin-03.jpg

changchui-blog-pin-06.jpg

‘จะทำแบบนี้ จะเป็นแบบนี้ ใครจะทำไม’

ปิ่น ศรุตา เกียรติภาคภูมิ นักออกแบบผลิตภัณฑ์จากงานเหล็กเป็นคนหนึ่งที่ร่วมงานกับช่างชุ่ย หลังเรียนจบ FINE ART จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปิ่นตั้งเป้าหมายชีวิตด้วยการใช้ศิลปะนำ แล้วเอาเรื่องของปากท้องไว้ข้างหลัง พ่อของปิ่นพยายามจะดึงปิ่นให้มาเป็นเซลล์ขายของที่โรงงานผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว แต่ปิ่นไม่เอา

changchui-blog-pin-05.jpg

changchui-blog-pin-18.jpg

‘อุตส่าห์เรียนจบศิลปะมา จะให้ไปเป็นเซลล์ขายของเนี่ยนะ’!?

นอกจากจะไม่สนใจรูปแบบธุรกิจที่พ่อทำอยู่แล้ว เสียงเครื่องจักรยังเป็นเสียงที่น่ารำคาญที่สุดในชีวิตของปิ่น ตั้งแต่เล็กจนโต เสียงปวดสมองเหล่านั้น มันจะคอยส่งเสียงดังปลุกปิ่นตั้งแต่เช้าก่อนไปโรงเรียนจนถึงเวลาที่ต้องเข้านอนอีกครั้ง และบางคืน ก็ยังอุตส่าห์จะตามมาหลอกมาหลอนในฝัน

“หกเจ็ดปีก่อน ปิ่นเป็นคนทำงานศิลปะที่ตามใจตัวเองมาก ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รู้แต่ฉันจะทำแบบนี้ จะทำไมล่ะ ยิ่งกับครอบครัว ปิ่นมีความเป็นตัวของตัวเองสูงสุดๆ ประมาณว่าอย่ามายุ่งกับฉัน ฉันจะทำของฉันแบบนี้ จำได้ว่าวันหนึ่ง ตอนที่เรากำลังพยายามทำสกัลปเจอร์อยู่ในโรงงาน ป๊าเดินมาบอกเราว่าให้เลิกทำเถอะ ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเฮ้ย นี่คือสิ่งที่เรากำลังตั้งใจทำมันอยู่นะ และเราก็มีความคาดหวังกับมัน ในขณะที่ความเป็นผู้ใหญ่เอง เขาก็ต้องการเห็นผลลัพธ์เร็วๆ วันนั้นเราโยนอุปกรณ์ข้าวของที่อยู่ในมือทุกอย่างทิ้งลงตรงหน้าป๊าเลย คนงานเก่าแก่ถึงกับหันมาด่าเราว่าทำแบบนี้ได้ไง เดี๋ยวก็ไม่เจริญหรอก”

changchui-blog-pin-13.jpg

changchui-blog-pin-14.jpg

ในโลกแห่งความฝันของนักศึกษาเพิ่งจบใหม่ในตอนนั้นที่อยากจะพิสูจน์ตัวเองให้พ่อเห็น ปิ่นเริ่มนำงานศิลปะออกไปขายตามตลาดนัด จนพอขายไปได้สักระยะ ปิ่นก็พบความจริงว่า ‘เป็นศิลปินไทย นอกจากต้องมีความอดทน (มาก) แล้ว ยังต้องรู้จักโลกของธุรกิจในความเป็นจริงด้วย’  

เมื่อเห็นผลว่าศิลปะที่ตัวเองทำอยู่นั้น มันไม่ได้ตอบโจทย์ธุรกิจสักเท่าไหร่ ปิ่นเริ่มกลับมาทบทวนตัวเอง วางตัวกูของกูลง เปิดใจเรียนรู้ในเรื่องของการแปลงรูปแบบงาน PURE  ART ไปสู่การทำผลิตภัณฑ์ DECORATIVE กับความงามที่ใช้ในการตกแต่งบ้านซึ่งยังคงมีนางเอกเป็นวัสดุเหล็ก ปัจจุบัน ธุรกิจโรงงานผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในยุคสมัยพ่อมาสู่รุ่นลูกของบ้านปิ่น จึงมีความแตกต่างจากโรงงานประเภทเดียวกันทั่วไป โดยส่วนหนึ่งของเงินที่หมุนเวียนเข้ามา คือรายได้จากศิลปะในรูปแบบของผลิตภัณฑ์จากเศษเหล็กที่ปิ่นเป็นผู้ออกแบบ

changchui-blog-pin-10.jpg

ที่ TEA HOUSE ของช่างชุ่ยในช่วงของการก่อสร้าง ปิ่นกำลังตรวจงานโคมไฟจากเศษเหล็กขนาดใหญ่ที่มีแนวคิดจากตุงของเมืองเหนือซึ่งเพิ่งถูกยกขึ้นไปติดตั้งได้ไม่นาน ปิ่นหยิบแผ่นสังกะสีที่ถูกเกาะเต็มด้วยสนิมขึ้นมาหนึ่งแผ่น เธอเอามือลูบลงไปบนความหยาบที่แสนขรุขระนั้น ด้วยความคุ้นเคยเหมือนเพื่อนสนิท

changchui-blog-pin-11.jpg

“ช่างชุ่ยกับปิ่นมีความคล้ายกันในเรื่องความเสียดาย ช่างชุ่ยเอางานสนิมมาทำใหม่ในเรื่องของโครงสร้างและการตกแต่ง เพราะเห็นในคุณค่าของมัน เห็นความสำคัญในการใช้ปัญญาเพื่อขับเคลื่อนชีวิต ส่วนปิ่นเอาเศษเหล็กที่บ้านมาทำงานโพรดักส์เพราะชอบในธรรมชาติและเสน่ห์ของความเป็นเหล็ก ตอนมาเห็นสเปซที่นี่ ปิ่นรู้สึกเลยว่า งานปิ่นจะไม่ใช่แค่โพรดักส์แล้ว แต่มันคือการทำงานที่จะส่งเสริมซึ่งกันและกันระหว่างสเปซกับโพรดักส์ เพื่อเกิดบริบทใหม่”

changchui-blog-pin-04.jpg

changchui-blog-pin-02.jpg

วันนี้ เสียงเครื่องจักรที่ปิ่นเคยเกลียดมากกลายมาเป็นสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของเธอ เสียงเครื่องจักรที่ยังเดินหน้า คือลมหายใจของคนงานและโรงงาน เช่นเดียวกับที่นักสร้างสรรค์ต้องมีปัญญาขับเคลื่อน หากเมื่อใดหยุดใช้ปัญญา ลมหายใจของศิลปะก็แผ่วลงเช่นกัน

เรื่อง / ภาพ :  พัทริกา ลิปตพัลลภ