กว่าจะถึงวันช่างชุ่ย

กว่าจะถึงวันช่างชุ่ย

-blog---cover.jpg

Thailand only คือบทสรุปและไม้ตายยอดนิยมที่คนไทยหยิบมาใช้ทันทีเมื่อต้องการส่ายหัวให้กับความน่าเหลือเชื่อในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบ้านเราแต่ก็ Thailand only อีกเช่นกันที่ในความไร้ระเบียบไม่มีมาตรฐานชัดเจน เป็นความงงๆ แบบอยู่ๆ ทนๆ กันไป แต่มันกลับเป็นเสน่ห์ในวิถีไทยที่ทำให้เราไม่เหมือนใครในโลกไปโดยไม่รู้ตัว มันคือความยูนีคแบบบ้านๆ ที่น่าหลงใหลและบางทีก็น่าโมโหในเวลาเดียวกัน

.. เราบ่นไอ้นั้น  ..

.. เราด่าไอ้นี่ ..

แต่ถามว่ารักเมืองไทยไหม ?

.. รัก ..

เมื่อแปดเดือนก่อน ฉันได้ยินข่าวว่าจะมีครีเอทีฟสเปซขนาดใหญ่มากมาเปิดที่ย่านฝั่งธน ประโยคแรกและประโยคเดียวที่ฉันนึกถึงในตอนนั้นคือ ‘มาเปิดฝั่งธนเนี่ยนะ จะรอดไหม’ ซึ่งเอาเข้าจริง ความคิดแบบนั้นมันก็ไม่แฟร์เท่าไหร่ เพราะถ้ามีสัก 5 ในสิบคนคิดแบบฉัน โลกนี้จะแคบลงอีกมากเพราะใจคนแคบเสียก่อน ทั้งการตัดสินสถานการณ์ต่างๆ รอบตัวหรือแม้กระทั่งการตัดสินมนุษย์ด้วยกันเองจากประสบการณ์ชีวิตอันน้อยนิดของเรายังอาจเป็นด่านแรกของการปิดประตูการเรียนรู้บานใหญ่สู่การค้นพบสิ่งมหัศจรรย์

คุณลิ้มเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า fly now ซึ่งฉันมั่นใจว่าทุกคนในวงการแฟชั่นหรือแวดวงสังคมทั่วไปคงรู้จักผู้ชายคาแรคเตอร์ชัดคนนี้ดี แต่สำหรับฉันแล้ว บอกตรงๆ เมื่อแปดเดือนก่อนหน้าที่จะมีสื่อมากมายเข้าไปเขียนเรื่องช่างชุ่ยซึ่งเป็นโครงการใหญ่มากของคุณลิ้ม ในเวลานั้น ฉันเองรู้จักผู้ชายคนนี้แค่เพียงว่า ‘คุณลิ้มเป็นคนมีเงินและเป็นเจ้าของ flynow ’

รู้แค่นั้นจริงๆ ให้ตายเถอะ

 -blog--01.jpg

-ตุลาคม 2559-

เมื่อมีโอกาสได้นั่งคุยกับเจ้าของธุรกิจรุ่นใหญ่ท่านนี้ ซึ่งเวลานั้นช่างชุ่ยยังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างชีวิต การสนทนาเกือบสองชั่วโมงในวันนั้นทำให้ฉันพบว่าบางทีการที่เรารู้แบ็คกราวน์ชีวิตของคู่สนทนาที่อยู่ตรงหน้ามาให้น้อยที่สุดนี่มันก็ดีเหมือนกันนะ มันทำให้ฉันนั่งคุยแบบไม่เกรงไม่เกร็งและไม่กลัว เพราะพอเรารู้น้อยเราก็จะไม่มีกำแพงไม่มีความคาดหวัง ไม่มีอคติใดๆ ทั้งนั้น ก็แค่ถามออกไปในสิ่งที่อยากรู้ โต้ตอบตรงๆ ในสิ่งที่คิด และก็สามารถปฏิเสธในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยเลยได้โดยไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองจะดูโง่

อิสระจากประสบการณ์เก่าคือเรื่องแสนวิเศษ ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด

ที่ชั้นสองของร้านกาแฟและแกลเลอรี่ eat art café แคนทีนสำหรับพนักงาน fly now ฉันนั่งคุยกับคุณลิ้มที่สวนกลางแจ้งขนาดกะทัดรัดมีกำแพงล้อมรอบสามด้านเป็นอิฐบล็อกทาสีเทาเข้มจนเกือบดำ มันเป็นบรรยากาศที่ให้อารมณ์ประหนึ่งหนังมาเฟียเซียงไฮ้ จะต่างก็แค่มีข้าวมันไก่เจ้าอร่อยจากซังฮี้วางอยู่บนโต๊ะเหล็กตรงหน้ากับความร่มรื่นของไม้เฟิร์นกระถางที่แขวนบังแดดแทนหลังคาอยู่บนเหนือศีรษะพร้อมช่วงกลางของบทสนทนาที่คล้ายจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกะเทาะเปลือกคุณลิ้ม สมชัย

“ผมอาจจะไม่ใช่คนดีอะไรมากมายนะ แต่ก็มีลมหายใจอยู่เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่แดนที่เราอยากเป็นคนดี เพราะคิดตลอดว่าทำดีย่อมได้ดี แต่จะได้ดีเมื่อไหร่ก็ช่างหัวมัน  ส่วนทำชั่วได้ชั่วแน่ๆ ยิ่งสมัยนี้กรรมมันตามเร็วมาก เห็นผมมีกินมีใช้แบบนี้เถอะ ตอนอายุสามสิบกว่า ผมเคยเจอวิกฤติมีหนี้อยู่พันหกร้อยล้าน คุณว่าผมซ่าไหมล่ะ”

 -blog--02.jpg

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลก คนจนเหนื่อยกับความจนและอยากมีเงิน พอถูกหวยที ญาติโผล่มาเต็มบ้าน ขนาดที่บางคนลืมตัวแจกเงินเป็นกระดาษ แวบเดียวหันมาอีกที อ้าวหมดไปแล้วในพริบตา ส่วนคนรวย พอภาระเยอะ ก็กระวนกระวายวิ่งออกตามหาว่าแท้จริงแล้วความสุขที่เรียบง่ายนั้นคืออะไร และสุดท้ายก็ทิ้งทุกอย่างเดินเข้าวัด คุณลิ้มจัดอยู่ในสถานะของคนมีตังค์แต่การมีตังค์ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะเงินที่มีก็ไม่ได้เสกมา แต่มันคือผลจากช่วงเวลาของความอดทนในประสบการณ์สี่สิบปีและการล้มลุกคลุกคลานผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านจุดที่สูงที่สุดสู่วันที่ล้มเจ็บตัวที่สุดชนิดต้องกัดฟันปลดคนงานเพราะไม่มีเงินเดือนจ่าย แต่ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้ว ตราบที่ยังหายใจอยู่ก็ต้องดิ้นรนกันไป เพราะไม่มีอาชีพไหนในโลกหรอกที่ไม่ต้องอดทน แต่จะอดน้อยอดมากนั่นก็อีกเรื่อง และนอกจากความอดทนแล้ว การรู้คุณคนไม่ลืมว่าตัวเองเป็นใครก็เป็นเรื่องสำคัญ ผู้ชายชุดดำในมาดมาเฟียที่อยู่ตรงหน้าบอกกับฉันถึงช่างชุ่ยว่ามันเป็นเรื่องของการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินด้วยพื้นที่ทางปัญญา มันคือสนามเด็กเล่นบนพื้นที่ 11 ไร่ของนักคิดนักสร้างสรรค์บนดินแดนแห่งความทัดเทียม ไม่มีรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก รุ่นใหม่ รุ่นกลางหรือรุ่นเก่า แต่ทุกคนจะเริ่มต้นจากศูนย์เท่าๆ กัน 

“ที่ผ่านมา ผมบอกตัวเองเสมอว่าสักวันหนึ่งกูจะต้องทำปรากฏการณ์อะไรบางอย่างในวิถีของกู ซึ่งถ้าจะบอกว่านี่คือกิเลส ใช่ มันคือกิเลสของผม สังคมทุกวันนี้ ถ้ามันเข้าไปถึงเรื่องของทุน มันไม่มีคำว่าพอหรอก จนไอ้คำว่าไม่พอนั่นมันก็เอ็กซ์ตรีมกลายเป็นสุดโต่งจนทำให้คนๆ นั้นไม่ได้มีความสุขเลยแม้กระทั่งจนวาระสุดท้ายของลมหายใจ ตัวผมเองเป็นคนที่เชื่อในการลงทุนทางปัญญา และก็เป็นเจ้าของพื้นที่ที่อยากจะเปิดกว้างให้คนที่ไม่มีโอกาสหรืออาจจะมีโอกาสอยู่แล้วและมันเกิดนึกอยากจะสนุกขึ้นมาได้เข้ามาใช้พื้นที่ตรงนี้ร่วมกัน คุณคิดดูสิว่า ทุนที่ช่างชุ่ยเป็นทุนที่น่าค้นหาขนาดไหน ถ้าเรามีตัวละครสัก 250 ตัวละครมาทำงานในสเปซนี้ด้วยกัน  โดยที่แต่ละตัวละครมีพื้นฐานในทุนทางปัญญาที่ต่างกัน มันจะสนุกขนาดไหนล่ะ”

-blog--03.jpg

คิดตามไปเรื่อยๆ ในสิ่งที่คุณลิ้มเล่ามา ฉันพบว่าช่างชุ่ยจะเป็นพื้นที่โชว์ของแห่งใหม่ที่น่าสนใจมาก มันอัดแน่นด้วยพลังในมิติต่างๆ เป็นเรื่องของจินตนาการไม่ติดกรอบสู่รูปธรรมที่จับต้องได้ แต่ขณะเดียวกันความยิ่งใหญ่อลังการน่าเหลือเชื่อไปเสียทุกอย่างของตัวโปรเจกต์เองก็ทำให้ฉันเกิดคำถามในใจที่เป็นใครก็ต้องสงสัยว่าลงทุนขนาดนี้ ใช้เวลาในการค้นหาศิลปินดีไซน์เนอร์และนักคิดที่ใช่มาร่วมลงขันทางปัญญากันขนาดนี้ ท้ายที่สุดแล้ว มันจะคุ้มไหมกับเรื่องของรายได้

“ถ้าไม่สำเร็จก็ช่างแม่งมัน แต่ถ้าสำเร็จก็ถือว่าดี ในอนาคตไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ถ้าจะถามเรื่องถูกผิดกัน เบอร์หนึ่งที่ต้องรับผิดชอบคือผม ทุกอย่างมันคือการเรียนรู้ จะผิดบ้างจะถูกบ้างก็ช่างมัน ผมถือว่าในวิถีไทยมันมีความชุ่ยที่สวยงามอยู่แล้ว ผิดถูกไม่ใช่เรื่องเสียหาย ก็ปรับทิศทางกันไป และอย่างน้อยผมก็ได้ลองทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว ผมเชื่อในทุนทางปัญญา”

‘ศรัทธา’

ศรัทธาเป็นคำเดียวที่แวบขึ้นมาในหัวฉันเวลานี้ ด้วยคำนี้คำเดียวจริงๆ ที่ทำให้มนุษย์มีเรี่ยวมีแรงและพละกำลังมากพอที่จะฝ่าความกลัวในใจตัวเองด้วยความเชื่อและลุกขึ้นมาสร้างปรากฏการณ์ให้กับโลกหรือสังคมที่ตัวเองใช้ชีวิตอยู่ได้โดยสนว่าใครจะบอกว่าบ้า ขณะเดียวกัน ความบ้าไม่บ้าก็พิสูจน์ไม่ได้ด้วยแค่พูด แต่การลงมือทำและผลของมันจะพิสูจน์ในตัวมันเองต่างหาก

 -blog--04.jpg

-มิถุนายน 60-

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การเขียนบทความออนไลน์ในฐานะนักเขียนอิสระให้กับช่างชุ่ยทำให้ฉันได้รู้จักคนแปลกหน้ามากมาย ซึ่งการอ่านหรือการเขียนนั้นจะไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้กับโลกนี้ได้เลยถ้าตัวอักษรบนหน้ากระดาษหรือหน้าจอไม่ได้ถูกต่อยอดไปใช้กับโลกของชีวิตจริง ให้เหมือนว่าเรื่องของคนที่เราได้อ่านคือกระจกเงาบานใหญ่ที่ช่วยสะท้อนแง่มุมชีวิตเพื่อให้เราได้หยุดคิดและกลับมาสำรวจตัวเอง

ศิลปินและนักคิดบางคนเปิดใจกว้างมากตั้งแต่ประโยคแรกที่ฉันตั้งคำถาม บางคนมีกำแพงบางๆ อยู่บ้างจนเมื่อเขารู้สึกวางใจฉันมากพอ มิติต่างๆ ในความลับของชีวิตก็จะค่อยๆถูกเผย บางคน เห็นผลงานที่ผ่านมาบวกกับลักษณะจากภายนอกแล้ว ฉันแอบเผลอมีคำตอบในใจทันทีว่าคนๆ นี้น่าจะต้องเป็นคนมองโลกอย่างไร จนพอได้คุยกันเท่านั้นละ เฮ้ย เขาไม่ใช่อย่างที่เราคิดนิหว่า

‘ด่วนสรุป’ อาจทำให้การสื่อสารล้มเหลว

และยังมีเด็กรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในตัวเองหลายๆ คนที่ควรจะยืนอยู่แถวหน้าของวงการศิลปะไปได้ตั้งนานแล้วแต่พวกเขาไม่มีเวทีไม่มีโอกาสไม่มีพื้นที่ และที่สำคัญไม่มีใครบ้าพอที่จะลองเชื่อใจและยื่นขอเสนอให้กับเขาว่า ‘เอาเลย เราให้พื้นที่ คุณทำงานออกมาเลยในแบบที่คุณเป็น’ ซึ่งนี่ละคือความน่าสนใจของพื้นที่แห่งนี้ มันคือความหลากหลายทางความคิดบนพื้นฐานของความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่มีใครสามารถจะขโมยตัวตนใครได้

-blog--05.jpg

ถึงตรงนี้ หลายคนที่เพิ่งเคยได้รู้จักกับช่างชุ่ย อาจยังนึกสงสัยว่าแล้วตกลงช่างชุ่ยคืออะไร?

ช่างชุ่ย คือพื้นที่ของนักคิดนักสร้างสรรค์และคนทำงานศิลปะบนพื้นที่ขนาดสิบเอ็ดไร่ในย่านฝั่งธน ประกอบด้วยแกลเลอรี่ โรงละครโดย พิเชษฐ์ กลั่นชื่น ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ค่ายเพลง ร้านตัดผม ร้านน้องท่าพระจันทร์ โรงเรียนสอนถ่ายภาพทางอากาศและพื้นที่เช่าขายของ ส่วนเครื่องบินปลดระวาง Lockheed L-1011 TriStar ที่จอดอยู่กลางช่างชุ่ยคือ NA-OH (นาโอห์) ร้านอาหารโดยเชฟมิชิลินสตาร์คนไทยคนแรกในสหรัฐอเมริกาที่จะนำเรื่องราวของอาหารไทยมาเล่าใหม่กับความละเมียดละไมให้คุณค่าในวัตถุดิบและภูมิปัญญาที่มา

23 มิถุนายน 60 คือวันที่ช่างชุ่ยเปิดอย่างเป็นทางการ

*โดยปรกติ บทสัมภาษณ์ผู้ร่วมงานกับช่างชุ่ย จะใช้รูปพอร์เทรตประกอบบทความเป็นหลัก เมื่อถึงคราวฉัน รูปที่คุณเห็นอยู่ มันดีแล้ว ฉันชอบจับปากกาอยู่หลังจอมากกว่าหน้าจอ*

เรื่อง / ภาพ : พัทริกา ลิปตพัลลภ